นายสวัสดิ์ อัตนาถ

นายสวัสดิ์  อัตนาถ อายุ ๙๐ ปี

อดีตไวยาวัจกรวัดศรีมหาราชา

อดีตเจ้าของกิจการเรือประมงขนาดใหญ่ของศรีราชา

คหบดี ผู้นำในการทำกิจกรรม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนศรีราชา

 

 

              ลุงหวัดเกิดที่ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๖ ปัจจุบันอายุ ๙๐ ปี คุณพ่อลุงหวัดพาครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากทำอาชีพประมงที่ศรีราชา เมื่ออายุได้ ๗ ปี เรียนจบชั้นประถมต้น ป. ๔ โรงเรียนวัดศรีมหาราชา จบ ป. ๖ โรงเรียนตระกาศ จากนั้นก็ช่วยพ่อแม่ทำอาชีพประมง สมัยนั้นปลาชุกชุมมาก เมื่ออายุ ๒๐ ปี บวชที่วัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรี เรียนนักธรรมที่วัดเขาบางทราย พระมหาผิว ปะนันโท เป็นพระอาจารย์สอน มีโอกาสได้พูดคุยกันก็รู้ว่าพระมหาผิวเป็นคนบ้านเดียวกับคุณแม่ของลุงหวัด จึงถือโอกาสนิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดศรีมหาราชา ท่านจึงบอกว่าถ้าท่านมาเป็นเจ้าอาวาสมีอะไรต้องช่วยเหลือกัน   เมื่อลาสิกขาลุงหวัดได้เข้ารับเกณฑ์ทหารเป็นทหารนาวิกโยธิน ๒ ปี พ้นเกณฑ์ทหาร กลับมาทำอาชีพประมง ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสมาคมชาวประมงให้เป็นนายกสมาคมชาวประมงชลบุรี ๒ สมัยซ้อน ต่อมาปลามีจำนวนลดลงจึงเลิกกิจการเรือประมง

 

                 

                

              ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ พระมหาผิว มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดศรีมหาราชา ลุงหวัดทราบข่าวจึงเข้าพบท่าน พอท่านเห็นลุงหวัดก็ดีใจ และพูดกับลุงว่าอย่าลืมสิ่งที่ได้สัญญากันไว้นะว่ามีอะไรต้องช่วยเหลือกัน ลุงหวัดได้เข้ามาเป็นกรรมการวัดช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างและกิจกรรมต่างๆภายในวัด

              วัดศรีมหาราชาในยุคแรกๆ มีป่าไม้รอบวัด มีทางเกวียน มีป่าช้า ตอนนั้นก็ยังไม่มีวัดใน วัดนอก เมื่อท่านสมพร ธนสถิตย์เป็นนายกเทศมนตรี มีการสร้างถนนซึ่งเป็นทางเกวียนเดิม ถนนจึงแบ่งวัดในคือวัดศรีมหาราชา วัดนอกคือวัดราษฎร์นิยมธรรม แยกจากกันชัดเจน วัดศรีฯ มีโรงเรียนประถม ป. ๑ ถึง ป.๔  ใช้ศาลาวัดเป็นที่เรียน หลวงพ่อผิว มาอยู่วัดศรีฯ แรกๆ มีกุฏี ๓ หลัง และมีอุโบสถเก่า ๑ หลัง วิหารเก่า ๑ หลัง ต่อมาได้ย้ายโรงเรียนออกและสร้างเป็นเมรุใหม่แทนที่อุโบสถหลังเก่า ชาวบ้านก็มาช่วยกันพัฒนา คุณพ่อลุงหวัดก็เป็นมัคคนายกวัด พึ่งมีการแต่งตั้งไวยาวัจกรในสมัยลุงหวัดซึ่งท่านพระครูปริยัติวราทร (หลวงพ่อผิว) เจ้าอาวาสในขณะนั้นเป็นผู้แต่งตั้ง

 

                

              พ.ศ. ๒๔๙๙ ลุงหวัดเป็นเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีราชาเมื่ออายุได้ ๓๓ ปีและเป็นไวยาวัจกรวัดศรีมหาราชา เริ่มทำหน้าที่ก่อนได้รับแต่งตั้งหลายปีตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๕๑๐

              วัดศรีมหาราชามีพระอยู่ประจำน้อย เมื่อท่านมหาผิว เป็นเจ้าอาวาส มีผู้ศรัทธาเข้ามาบวชกันมากขึ้น พระที่บวชจำพรรษา บางปีมีมากถึงเกือบร้อยรูป คุณลุงสวัสดิ์ อัตตนาถ เป็นกำลังสำคัญในการช่วยงานวัดและพัฒนาวัดในทุกๆด้าน เช่น ช่วยระดมทุนสร้างโบสถ์ กุฏิ เมรุ ศาลาการเปรียญ และเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมและประเพณีท้องถิ่น เช่นลอยกระทง งานปีใหม่ สงกรานต์ ประเพณีกองข้าว ชาวบ้านท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียง ต่างเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจำนวนมากทุกปี

         

              ลุงหวัดเล่าว่าตั้งแต่เข้ามาช่วยงานหลวงพ่อผิว เห็นท่านเป็นพระนักพัฒนามีการสร้างเสนาสนะอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอุโบสถเป็นผลงานสำคัญของท่าน ใช้เงินสร้างไม่ถึง ๒๐ ล้านบาท แต่ใช้เวลาสร้างนานประมาณสิบกว่าปี ถ้าในสมัยปัจจุบันต้องใช้เงินสร้างไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทเพราะเป็นอุโบสถขนาดใหญ่ สร้างแบบจตุรมุข มีหน้ามุข ๔ ด้าน เป็นโบสถ์สองชั้น ใต้ถุนสามารถเป็นที่ประชุม เป็นห้องเรียนได้ด้วยโดยจำลองแบบมาจากวัดไตรมิตร ส่วนเสนสนะอื่นๆ เช่น ศาลาการเปรียญหลังใหม่ใช้เงินสร้างประมาณ ๔ ล้านบาท เมรุฯใหม่ สร้างประมาณ ๓ ล้านบาท สมัยนั้นราคาวัสดุและค่าจ้างช่างไม่แพง

              ในสมัยลุงหวัดเข้าไปเป็นกรรมการวัดใหม่ๆ งานวัดยังไม่มี ลุงหวัดเป็นคนคิดจัดงานปีใหม่ ลอยกระทง ภายในงานก็มีการแสดงต่างๆเช่น มวยไทย ดนตรี ภาพยนตร์ ลิเก ส่วนรำวงให้มีอยู่นอกวัด และจัดบริเวณแม่ค้าขายของ ช่วงงานปีใหม่ คนเยอะมากทุกปี เนื่องจากว่าเป็นงานสำคัญของชุมชนและคนท้องถิ่น ในตอนแรกไม่มีค่าผ่านประตู ต่อมาจึงมีการเก็บค่าผ่านประตู ๑ บาท และเพิ่มเป็น ๒ บาท ๕ บาท เรื่อยมา

             งานสงกรานต์ มีการก่อเจดีย์ทราย จัดวันที่ ๑๖ - ๑๗ ทำบุญ (วันไหล) จากนั้นก็เป็นการละเล่น มีขบวนแห่หลวงพ่อสมุทรดำให้ชาวบ้านได้สรงน้ำ

                 

             ลุงหวัดลาออกจากไวยาวัจกรณ์วัดศรีมหาราชาเมื่ออายุประมาณ ๖๐ ปี หลังจากหลวงพ่อผิวท่านสิ้นแล้ว รวมเวลาทำหน้าที่ไวยาวัจกร ๒๗ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๓๗) งานประเพณีต่างๆ ที่ลุงหวัดเคยเป็นผู้ริเริ่มปัจจุบันเลิกจัดแล้ว   นอกจากวัดศรีมหาราชา ที่ลุงหวัดช่วยดูแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆซึ่งลุงหวัด มีส่วนช่วยพัฒนา

 

วัดเกาะลอย

            เกาะลอยก็มีมานานก่อนตั้งเป็นสำนักสงฆ์ มีเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง สมัยก่อนลุงพรหมเป็นผู้ดู ต่อมาสมัยหลวงพ่อผิว ก็ได้สร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้นมาอย่างที่เห็นเจดีย์ที่เกาะลอย เป็นเจดีย์เก่าสร้างด้วยหินไม่ทราบว่าสร้างในสมัยใด แต่มีการปูรณะใหม่ ลุงพรหมเป็นผู้บูรณะ ลุงหวัดและชาวบ้านช่วยกันไปนำหินมาจากเกาะสีชังแล้วมาช่วยเสริมให้สูงขึ้นในสมัยหลวงพ่อผิว นับเวลาตั้งแต่บูรณะใหม่ได้ประมาณ ๓๐ ปีแล้ว  อุโบสถ์ที่เกาะลอยก็สร้างในสมัยหลวงพ่อผิว โดยใช้เงินที่ได้จากการบริจาคทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญที่วัดเกาะลอย

           สมัยลุงหวัดเป็นไวยาวัจกร พยายามคิดทำในสิ่งที่จะเกิดเป็นผลประโยชน์ต่อวัด โดยริเริ่มทำมอเตอร์บาตรหมุนให้คนสนใจทำบุญ แนวคิดนี้ต่อมามีผู้ทำไปใช้จำนวนมาก

        

สะพานเกาะลอย

           สะพานเชื่อมเกาะลอย ก่อนจะสร้างสะพานคอนกรีตในปัจจุบัน อดีตเป็นสะพานไม้ สร้างในสมัยจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ต่อมาได้ถูกพายุพัด ชำรุดหลายครั้ง ทางเทศบาลจึงรื้อสะพานไม้ออก และถมคันดินเป็นทางเดินมายังเกาะลอย  ต่อมาได้ขุดดินที่เป็นทางเดินไปถมรอบบริเวณเกาะลอยทำให้พื้นที่ขยายออกไปประมาณ ๑๐ ไร่ แล้วสร้างสะพานคอนกรีตขึ้นมาใหม่ เหตุผลในการสร้างสะพานคอนกรีตเนื่องจากแข็งแรงทนต่อพายุและคลื่น น้ำทะเลสามารถไหลถ่ายเทลอดใต้สะพานได้ ไม่มีตะกอนขยะตกค้างสะพานคอนกรีตในปัจจุบัน สร้างประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๕ ชื่อว่าสะพานเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เปิดใช้งานเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

         

           ปัจจุบันลุงหวัดอายุ ๙๐ ปี สุขภาพแข็งแรง ไปช่วยเทศบาลดูแลที่เกาะลอยเฝ้าศาลาเจ้าแม่กวนอิมได้ ๙ ปีแล้ว ในช่วงเช้า ถึงประมาณเที่ยงไม่เกินบ่ายโมงก็กลับบ้าน ถ้าเป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ อาจจะอยู่ถึงบ่าย ๒ บ่าย ๓

 

Visitors: 13,749